เหตุผลที่เลือกเรียนภาษาญี่ปุ่น (2)

เคสที่สอง นักเรียน นักเรียนม.ปลายกับแม่

Share This Post

เคสที่สอง นักเรียน

นักเรียนม.ปลายกับแม่

ผมกำลังเรียนมัธยมปลาย เพิ่งขึ้นชั้น ม.4 โรงเรียนรัฐบาล แม่ผมเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว แม่มีลูกสามคน  ผมเป็นลูกคนโต มีน้องสาวอีกสองคน ผมเห็นแม่ทำงานทุกวัน แม้แต่วันเสาร์อาทิตย์ที่เป็นวันหยุดของใครหลายคน แต่…แม่ผมไม่เคยหยุด แม่ทำงานบริษัท และทำขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ ขายในวันเสาร์อาทิตย์ ผมไม่เคยเห็นแม่ตื่นช้ากว่าตี 4-5 และไม่เคยเห็นแม่นอนก่อนห้าทุ่ม ผมถามว่าทำไมแม่ไม่หยุด ขายขนมก็ได้แค่ไม่กี่ร้อยต่อวันแต่เหนื่อยทั้งวัน แม่ตอบผมว่า อย่างน้อยแม่ได้ค่าข้าว ได้อยู่กับลูก และ…ไม่เหงา ผมฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี แต่ก็แล้วแต่แม่

ทุกเช้าแม่จะขับรถไปส่งน้องสาวผมอีกสองคนที่โรงเรียนประถมแถวบ้าน โรงเรียนเอกชนที่แม่บ่นว่าแพง ๆ กิจกรรมก็เยอะ เทศกาลนู่นนี่ ค่าเทอมแพง ค่าใช้จ่ายกิจกรรมก็เยอะ แม่บ่นเป็นหมีกินผึ้ง แต่แม่ก็ไม่ยอมเลิกให้น้องผมเรียนที่นั่น อันนี้ก็ไม่เข้าใจอีกแหละ อะไรของเขา

ตัวผมนั่งรถเมล์ไปโรงเรียนเองทุกวัน บางวันแอบโดดเรียนบ้างแต่แม่ไม่รู้หรอก และอจ.จับไม่ได้เพราะผมเนียน ผมเรียนสายวิทย์คณิต ยากโคตะระแบบคิดว่ามันจะเอาอะไรกับแมลงวันกระพือปีกกี่ครั้งในเสี้ยวไม่ถึงวินาที จะรู้ไปทำไมกัน ตอนเลิกเรียนบางวันเพื่อนชวนไปเตะบอลก็ไป ชวนไปร้านเกมก็ไป บางวันชวนไปสตูดิโอ ร้องเพลงกัน ทำคลิปลงยูทูปบ้าง ติ๊กต๊อกบ้าง โพสต์เท่ ๆ เรียกยอดไลค์ แหม กลุ่มเรามันได้ สนุกสนานเฮฮา  กลับบ้านไม่ต่ำกว่าหนึ่งทุ่ม บางวันแม่ก็แอบตามผมไปร้านเกม ลากกลับบ้าน บางวันแม่ไม่รู้ว่าผมไปไหน ก็พยายามโทรตามผมเป็นสิบ ๆ สาย ผมรับสายบ้างไม่รับบ้าง อะไรของแม่ ผมอยู่กับเพื่อน กำลังสนุก แม่จะตามทำไม แม่ไม่เข้าใจผมเลย

ผมใช้ชีวิตสนุกสนานจนขึ้นม. 5 มีเย็นวันหนึ่ง เพื่อนชวนไปฉลองวันเกิดที่บาร์แถวชานเมือง ใส่เสื้อนักเรียนก็ไม่ต้องเวิ่น รุ่นพี่มีชุดให้ผมยืม ผมเฮฮาไปกับเค้า ปิดเสียงมือถือเปิดสั่น นั่งกินหมูกระทะรอเวลา พอสี่ทุ่มก็ไปที่ร้าน ผมเหลือบดูโทรศัพท์เห็นแม่โทรมาตามเป็นสิบสาย จริง ๆ โทรศัพท์สั่นแหละแต่ผมขี้เกียจรับ ก็ไม่รู้จะบอกแม่ว่าอะไร เดี๋ยวผมก็กลับเองแหละ ผมกินเหล้าเอามันส์ตามประสาจนเที่ยงคืนกว่า อยู่ ๆ พ่อแม่เพื่อนเจ้าของวันเกิดโผล่มาจากไหนไม่รู้ วงเลยแตก แยกย้ายกลับบ้าน ผมนั่งแท็กซี่กลับบ้าน 

ถึงหน้าบ้าน บ้านมืดตื๋อ แม่น่าจะหลับแล้ว คิดในใจว่าจะย่องเข้าบ้านยังไงให้เงียบสุด ย่องเข้าได้ ก็รีบพุ่งไปห้องนอนตัวเองทันที ความรีบดึงประตู ตอนปิดมันดัง “ปัง” โว้ย ตกใจ แม่ต้องได้ยินแน่ ๆ ผมเงี่ยหูฟัง เสียงจากห้องแม่กับน้อง ๆ เงียบกริบ แม่คงหลับลึกแหละ ซักพักผมได้ยินเสียงน้องร้องไห้ เอ้า ยังไม่หลับหรอ ผมคิด ผมกะจะไปอาบน้ำแต่ได้ยินเสียงน้องเรียกผมพลางร้องไห้ ผมว่ามันแปลกแล้ว เพราะได้ยินเสียงน้องแตไม่ได้ยินเสียงแม่ ผมเลยตัดสินใจเปิดประตู น้องอยู่หน้าห้องทั้งสองคนหน้าตื่น ๆ ร้องไห้อย่างเดียว ผมเลยเดินไปที่ห้องนอนแม่ พอเปิดประตูเข้าไปผมเห็นแม่นอนคว่ำฟุบที่ข้างเตียง น้องสองคนที่ตามมาก็บอก แม่นอนตรงนี้ไม่ลุกเลย ผมวิ่งดูแม่ แม่นอนนิ่งจนผมกลัว ผมเขย่าตัวปลุกแต่แม่ไม่ตื่น ผมต้องทำไง 

ผมคิดอะไรไม่ออก แต่นึกที่แม่บอกได้ว่า ถ้ามีอะไรให้โทรเบอร์นี้ แม่แปะไว้ที่หัวเตียง ผมกดโทรไปตามเบอร์มือถือที่แม่เขียน สามสายสัญญาณดังแต่ไม่มีใครรับ ผมกลั้นใจลองโทรอีกสาย คิดอะไรไม่ออก ปรากฏคราวนี้ปลายสายรับ เสียงงัวเงียห้วน ๆ  “ฮัลโหล” เสียงผู้ชาย ใครวะ ผมคิดในใจ เอาเหอะ “ฮัลโหล แม่ผมให้เบอร์ไว้ บอกให้โทรมาเบอร์นี้ แม่ล้ม ผมปลุกก็ไม่ตื่นเลย” เหมือนเสียงผู้ชายจะตื่นแล้วถาม “นั่นใครอ่ะ” ผมบอก “ผม….” ผมบอกชื่อแล้วพูดประโยคเดิมว่าแม่ปลุกไม่ตื่น ได้ยินเสียงปลายสายเหมือนขยับตัวแล้วพูดว่า “รอตรงนั้นแหละ ดูน้องด้วยนะ เดี๋ยวจะรีบไป” …..ผมยังไม่ทันตอบ อีกฝ่ายตัดสาย เอ้า ยังไม่ได้บอกที่อยู่เลย จะมาถูกมั๊ย 

ผมเดินไปเดินมา สติไม่อยู่กับตัว น้องก็เอาแต่ร้อง ผมได้แต่ปลอบน้องคิดในใจว่าหรือเราจะโทรหาตำรวจ ซักพักไม่ถึงชั่วโมงอยู่ ๆ ก็มีคนกดกริ่งหน้าบ้าน ผมวิ่งไปเปิดเห็นผู้ชายคนนึงจอดรถหน้าบ้าน “……” ผู้ชายคนนั้นเรียกชื่อผม “เปิดประตู เดี๋ยวจะพาแม่ไปโรงพยาบาล” ผมได้ยินประโยคนั้นผมรีบเปิดทันที ผู้ชายคนนั้นพุ่งเข้าในบ้านแล้วไปอุ้มแม่ลงมาจากห้องนอน เค้าบอกให้ผมพาน้องไปฝากข้างบ้าน แล้วบอกให้ขึ้นรถ และเอากระเป๋าตังค์กับเอกสารสำคัญไปด้วย ผมรีบไปหยิบตามที่เขาว่า แม่บอกเสมอว่าเอกสารสำคัญแม่อยู่ในแฟ้มดำ ในลิ้นชักโต๊ะทำงานแม่ และกระเป๋าตังค์วางคู่กัน ผมไม่รู้หรอกว่าแม่บอกผมทำไม จนวันนี้ ที่ผมเข้าใจว่าการย้ำเรื่องแบบนี้กับผมมันสำคัญยังไง พอไปถึงโรงพยาบาลเวรเปลมารับพาเข้าห้องฉุกเฉิน เค้าห้ามผมกับน้องเข้าไป รวมถึงผู้ชายคนนั้นด้วย เรารอกันข้างนอก พยาบาลเดินมาหาผมถามหาเอกสารบัตรประชาชน เอกสารประกัน ผมงง ผู้ชายคนนั้นเห็นผมงงเลยเดินมาหยิบแฟ้มเอกสารกับกระเป๋าตังค์แม่ไปจากผม หยิบบัตรประชาชนแม่จากกระเป๋าตังค์ส่งให้พยาบาล เค้าพลิกเอกสารดูไปมา แล้วส่ายหน้า “ไม่มีประกันคับ” พยาบาลพยักหน้าแล้วเดินไป

เรารอกันซักพักใหญ่ ประตูห้องฉุกเฉินเปิดออก และหมอเดินออกมาถามหาญาติของนาง… ผมบอกผมเป็นลูก หมอเรียกผมเข้าไปพูดอะไรยาว ๆ ผมฟังแล้วงงตั้งแต่คำแรกแล้ว ตอนนั้นสมองก็เต็มไปหมด ไม่เข้าหัวด้วยซ้ำสิ่งที่พูด ผมจะทำยังไงดี ผมต้องทำอะไร ขณะที่ผมยืนงง ๆ ฟังเสียงหมอที่ไม่เข้าหูผมอยู่นั้น จู่ ๆ

ผู้ชายคนนั้นก็ลุกแล้วเดินมาที่ผมกับหมอแล้วบอกว่า “คุณหมอคุยกับผมก็ได้ครับ นี่ลูกผม ผมเป็นแฟนเก่าคับ” ผมหันขวับ ผมฟังผิดหรือเปล่า เค้าบอกเค้าเป็น “พ่อผม” ผมยังงง หมอมอง แล้วเริ่มพูด “คุณ…..สลบตอนคุณพามา ตอนนี้ฟื้นแล้ว ตอนนี้ดูยังไม่ร้ายแรง แต่ต้องสแกนสมองก่อน ก่อนหน้านั้นมีอาการอะไรมั๊ย เช่น อยู่ ๆ ก็ล้มเป็นลมหมดสติ ชัก เป็นต้น มีมั๊ย” ผมบอก “ไม่รู้คับ ไม่เห็นแม่เป็นอะไร” แต่ผู้ชายที่อ้างเป็นพ่อผมพูดขึ้น “เค้ามีอาการชักครับ เคยชักอยู่ครั้งหนึ่ง อยู่ ๆ ก็ชักแล้วน้ำลายฟูมปากเหมือนจะหมดสติ แต่ตอนนั้นเค้าอยู่กับเพื่อนบ้าน แล้วเพื่อนบ้านเค้าเลยได้ช่วยเอาผ้าให้กัด อื่น ๆ แต่พอเค้าฟื้น เค้าก็บอกว่าไม่เป็นอะไร ไม่ได้มีอาการอะไรมาก ก็เลยไม่ได้ไปหาหมอ”

รู้ได้ไง ผมคิด

หมอฟังแล้วพยักหน้า “อืม ต้องรอแสกนสมองดูว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า คุณ…….มีประกันอะไรมั๊ย” หมอถาม “มีประกันสังคมครับ เห็นว่าส่วนเกินเบิกบริษัทได้อีกส่วนหนึ่ง” “อ้อ คับ เดี๋ยวไปคุยรายละเอียดกับพยาบาลนะครับ” ผู้ชายคนนั้นพยักหน้า พยาบาลเดินมาเรียกผมไปคุยพร้อมผู้ชายคนนั้น พยาบาลอธิบายค่านั่นนี่ ผมฟังแล้วงง แต่ผู้ชายคนนั้นเหมือนไม่งง พยาบาลพาไปหาแม่ที่ตอนนี้ใส่สายน้ำเกลืออยู่ในห้องฉุกเฉิน แม่ไม่หลับพอได้ยินเสียงคนเดินมาก็ลืมตา ผมดีใจวิ่งเข้าไปหาแม่ แม่ลืมตาแล้วถาม “กลับมาแล้วหรอ” ผมได้ยินแม่ถามแล้วผมน้ำตาไหล ลืมไปเลยว่าตัวเองหนีไปเที่ยวมา แต่กลับมาเจอแม่เป็นแบบนี้ “ผมกลับมาแล้ว แม่เป็นอะไรมั๊ย” แม่เอาแขนอีกข้างกอดผมแล้วบอก “ร้องอะไร แม่ไม่ได้เป็นอะไร สงสัยจะง่วง” แม่ยังพูดติดตลก

“แม่เป็นอะไรหรือเปล่า” ผมถามแล้วกลั้นน้ำตา จะโล่งก็โล่ง เพราะแม่ยังคุยกับผมได้อยู่….ตอนนี้นะ

“ไม่ได้เป็นอะไร นานแล้วไม่ได้เป็นแบบนี้ อาจจะเหนื่อยเกิน” แม่ตอบ พลางพยายามลุกขึ้นนั่ง ผมช่วยแม่ให้หลังพิงหมอน ก็พอดีผู้ชายคนนั้นกลับเข้ามา

“กร…….” แม่เรียก ชื่อผู้ชายคนนั้นหรอ

“เป็นไง” “หมอบอกต้องนอนโรงพยาบาลดูอาการก่อน”

“ไม่นอนหรอก” แม่ตัดบททันที “ค่าใช้จ่ายแพง จะเอาที่ไหนจ่าย”

ผู้ชายคนนั้นฟังแล้วถอนใจ “อืม” เห็นว่าค่าใช้จ่ายวันนี้ก็หลักหมื่นแล้ว แพงที่ค่าตรวจกับเอ็กซเรย์นี่แหละ แล้วถ้าแสกนสมองอีก”

“ไม่แสกนหรอก” ผมได้ยินแม่พูดแล้วบอกแม่ “แม่ไม่แสกนแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นอะไร” ผมค้าน แม่มองหน้าผม “ไม่เป็นไรมั๊ง เดี๋ยวจะพักไม่ขนมซักอาทิตย์แล้วกัน” “หนูออกไปข้างนอกก่อน เดี่ยวแม่ขอคุยกับลุงกรแปบเดียว” แม่ว่าแล้วบอกให้ผมออกจากห้อง ผมเลยออกไปอย่างไม่เต็มใจ แม่ไล่ผมออกมาทำไม หน้าห้องไม่มีอะไรเลย ผมยืนพิงผนังเปิดมือถือเห็นเพื่อนสนิทผมโทรมาหลายสาย ผมดูเวลา แปดโมงเช้า อ้าวนี่เช้าแล้ว มันคงไม่เห็นผมไปโรงเรียนเลยโทรมาตาม ผมโทรกลับ “เฮ้ย แค่นี้แฮงค์หรอวะ ถึงกับไม่มาเรียนเลย” เสียงปลายสายพูดขึ้น “เดี๋ยวคืนนี้ไปอีกเว้ย เมื่อวานนี้ไอ้โบ้มันเกี่ยวหญิงที่ร้านติด วันนี้มันนัดเจอกัน เดี๋ยวน้องเค้าจะพาเพื่อนมาด้วย…..” ผมฟังแล้วตอบทันทีแบบไม่คิด “กูไม่ไป มึงไปเหอะ” “ไรวะ กลัวแม่เหรอ” (แม่ง พูดจี้ใจดำกูจัง ไอ้นี่) “เออ กูกลัวแม่กู…กลัวแม่กูตาย แค่นี้แหละ กูติดสาย” ผมตอบแล้วตัดสายมันไปเลย ความรู้สึกอยากเที่ยวกับไอ้เพื่อนคนนี้หายวับไปเลย ผมไม่อยากไปไหนแล้วตอนนี้ ไม่เคยเจอแม่ล้มแบบนี้เลย ผมกลัว กลัวจริง ๆ

ประตูห้องเปิดออก ผู้ชายคนนั้นเดินออกมาเรียก ผมกลับเข้าไป แม่เรียกผมไปกอด

“…… เดี๋ยวแม่จะกลับบ้านเลย ไม่อยากนอนนี่ อยากอยู่บ้าน” แม่บอก

ผมอ้าปากจะพูด แม่ดุ “เออน่า แม่รู้ แม่ไม่เป็นไรหรอก แม่อยากกลับไปนอนบ้าน เป็นห่วงแม่ก็หาอะไรอร่อย ๆ ให้แม่กินแล้วกัน” แม่พูด ผมไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เพราะแม่สรุปแล้ว สิ่งที่ยังไม่ได้ถามเรื่องผู้ชายคนนั้นก็ไม่อยากจะถาม กลัวแม่อาการขึ้นอีก เราพากันกลับบ้าน แล้วผู้ชายคนนั้นก็กลับไปที่ของเขา ไม่ได้ไปกับเรา แม่กับผมไปรับน้องจากข้างบ้าน เราก็กลับบ้านใช้ชีวิตเหมือนเดิม แม่ไม่ทำขนมสัปดาห์หนึ่งจริง ๆ แล้วแม่ก็นอนไวขึ้น หรือเพราะไม่มีเหตุให้นอนช้าก็ไม่รู้ เพราะผมไม่เคยกลับบ้านหลังสองทุ่มอีกเลยตั้งแต่วันนั้น

เหตุการณ์ครั้งนั้น มันเปลี่ยนผม ผมเพิ่งรู้ว่าผมรักแม่ขนาดไหน ผมกลัวว่าแม่จะเป็นอะไรตอนผมไม่อยู่ ผมกลัวน้อง ๆ ผมจะอยู่ยังไง ที่สำคัญผมมีแม่คนเดียว ผมอยู่ไม่ได้หรอก ผมคิดแบบนี้จริง ๆ

วันเวลาผ่านไป วันหนึ่งผมเดินไม่ระวังเข่าล้มกระแทกพื้นข้างถนน เข่าไม่เป็นไร แต่เจ็บขาจนเดินจะไม่ได้ แม่บอกว่าต้องไปโรงพยาบาล หลังจากที่ผมไม่ได้มาหลายปีมาก ผมแอบกังวลค่าใช้จ่ายเพราะขนาดตัวแม่เอง แม่ยังหนีออกจากโรงพยาบาเลยทั้งที่แม่มีประกันสังคม แต่ผมไม่มีประกันสังคม ผมแอบมองแม่ที่เคานเตอร์ลงทะเบียนที่โรงพยาบาล แต่เห็นแม่เฉย ๆ แม่เปิดกระเป๋าตังค์เอาบัตรออกมาสามใบ เป็นบัตรประชาชนแม่ บัตรประชาชนผม และอีกใบเป็นอะไรไม่รู้ แม่พูด “นี่ค่ะบัตรประชาชน กับบัตรประกัน” ผมงง “ผมมีประกันสังคมหรอ” ผมถามแม่ “เปล่า ประกันสังคมมันต้องทำงานบริษัท” ลูกมีประกันสามสิบบาทของรัฐ แต่ต้องใช้กับโรงพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนไว้ มันไกล มาที่นี่ต้องใช้ประกันสุขภาพ” ผมก็งงอยู่ดี ประกันสุขภาพอะไรไม่เห็นแม่พูดถึง แม่เห็นผมงง เลยทำท่าว่าลงทะเบียนหาหมอเสร็จก่อนเดี๋ยวค่อยว่ากัน เราลงทะเบียนเสร็จ จนพยาบาลพาไปรอหน้าห้องหมอ หมอตรวจเสร็จ เอ็กซเรย์ และอื่น ๆ เสร็จแล้วหมอสรุปว่าขาไม่หักแต่ขาพลิกต้องใส่เฝือกอ่อนซัพพอร์ตขาไว้ซักพัก หมอบอกไม่ได้เป็นไรมาก ใส่ไว้สองสัปดาห์ก็พอ ผมตกใจ แม่ไม่พูดอะไร

พอทายาใส่เฝือกเสร็จ เราไปรับยา และจ่ายเงิน แม่บอกว่าประกันไม่พอ ต้องจ่ายเพิ่ม แต่แม่ก็ดูไม่ทุกข์ร้อนอะไรมากกมาย ทั้งที่ส่วนที่จ่ายเพิ่มตั้งหลายพัน แม่จ่ายเงินเสร็จ แม่ก็พาผมขึ้นรถกลับบ้าน ผมหงุดหงิดและเสียใจทำไมผมไม่ระวังทำให้แม่ต้องมาเสียเงิน แค่นี้เงินเราก็ตึงมือมากแล้ว แม่เห็นผมเงียบไป แม่เหมือนจะรู้ว่าผมคิดอะไร แม่บอกว่าไม่เป็นไร เบิกเพิ่มได้ ผมเงยหน้า เบิกบริษัทแม่หรอ แม่หันมามองแล้วบอก “เปล่า บริษัทลุงกร” ชื่อนี้กลับมาแล้ว ผมยังจำได้วันนั้นที่ผู้ชายคนนั้นพูด เค้าบอกเค้าเป็น “พ่อ” ผม วันนี้แม่บอกผมแล้ว “อืม เค้าเป็นพ่อเรานั่นแหละ” แม่พูดแล้วเงียบไป 

ผมอยากถามเป็นร้อยคำถาม ว่าเป็นพ่อแล้วทำไมไม่เคยเห็น แม่พูดขึ้นอีก “เรื่องมันนานแล้ว แม่ตัดสินใจแบบนี้เอง เราแยกกันก็จริง แต่ลุงกรเค้าก็ยังไม่ทิ้งลูก ลุงเค้าทำงานบริษัทญี่ปุ่น บริษัทเค้ามีประกันให้คนในครอบครัว ลูกเป็นลูกลุงกร ลูกเลยได้สิทธิประกันของบริษัท เกิดอะไรขึ้นกับลูกก็มีประกันของบริษัทลุงกร แล้วยังมีค่ารักษาพยาบาลส่วนเพิ่มเบิกได้ด้วย อาจจะไม่ได้มาก แต่อย่างน้อยก็เบาภาระเราไปได้มากเหมือนกัน” ผมได้ยินแล้วก็นิ่ง เรื่องแม่กับพ่อ เอ้ย ลุงกรนั่น ก็เรื่องหนึ่ง แต่ผมดีใจที่แม่บอกว่าเบาภาระค่ารักษาพยาบาลไปได้ “แล้วทำไมตอนนั้นที่แม่ล้ม แม่ไม่ใช้ประกันนี้ล่ะ” แม่หันมามองหน้าแล้วบอกว่า “เพราะแม่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสแล้ว แม่ไม่ได้สิทธิประกันของบริษัทเค้า แต่ไม่เป็นไรหรอก แม่มีประกันสังคม” ผมฟังแล้วก็เหมือนจะเข้าใจ แต่ผมสนใจบริษัทอะไรที่แม่ว่านี่มากกว่า แม่ยิ้มแล้วพูดต่อ “แม่มีหนูอยู่ แม่ไม่เป็นไรหรอก” ผมฟังแล้วหันหน้าหนี กลัวน้ำตาไหล ผมอาย

ต่อมาผมได้รู้จากครูแนะแนว และข้อมูลอื่น ๆ จากรุ่นพี่โรงเรียน จากแหล่งอื่น ๆ ทำให้รู้ว่าถ้าทำงานบริษัท บางบริษัทจะมีสวัสดิการที่ดีมาก ๆ มีทั้งประกันชีวิต ประกันสุขภาพคุ้มครองเรา คุ้มครองคนในครอบครัว เหมือนบริษัทญี่ปุ่นของลุงกร แต่ไม่ใช่ทุกบริษัทที่มี แค่นี้ผมก็เห็นความหวัง ผมอยากเรียนจบไว ๆ แล้วทำงานบริษัทญี่ปุ่นขึ้นมาทันที

วันนี้ประกาศผลสอบแล้ว ผมมีชื่อแล้ว ได้เข้ามหาวิทยาลัย ได้เรียนสายวิศวกรรมศาสตร์ตามที่ตั้งใจไว้ ผมอาจไม่เก่งมากแต่ผมก็ทำคะแนนได้ดีพอตัว อาจเพราะหลัง ๆ ผมตั้งใจเรียนมากขึ้น มีเวลาก็อ่านหนังสือแทนการเล่นเกมดูซีรีย์ บางอาทิตย์ก็ไปขายขนมกับแม่  ผมดีใจรีบบอกแม่ แม่ดีใจกับผมด้วย ผมเข้ามหาวิทยาลัย ระหว่างที่เรียนผมก็ลงวิชาเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วย ผมทำงานพิเศษที่หาได้ระหว่างเรียนเกือบทุกอย่าง ผมดีใจที่แม่ไม่ล้มอีกเลย เพราะแม่หันมาออกกำลังกาย แม่อาจจะเครียดน้อยลงด้วย เพราะผมไม่ได้ทำให้แม่เป็นเห่วง และหาเงินมาเป็นค่าขนมตัวเองได้ด้วย แล้วน้อง ๆ ก็เริ่มโตพอดูแลตัวเองได้บ้างแล้ว ผมจะรีบเรียนให้จบ แล้วเข้าบริษัทที่ผมหวังไว้ให้ได้ ผมเห็นเค้ามีทุนการศึกษาให้ไปเรียนที่ญี่ปุ่น ผมอยากลองสมัครเผื่อได้ทุนไปเรียน เพื่ออนาคตของผมและแม่และน้อง ๆ ครอบครัวของผมจะได้สบายขึ้น ผมจะพยายามให้ดีที่สุด 

More To Explore